Aaron and Dan, Deep English:
Learn English with Stories
สุริยา
เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง
ศาสนาส่วนใหญ่เชื่อและสอนให้เชื่อว่าดวงวิญญาณ
เป็นสิ่งที่สิงอยู่ในตัวคนในส่วนที่ไม่ใช่ร่างกาย
ดวงวิญญาณหรือวิญญาณในลักษณะนี้เป็นอสสาร สถิตอยู่ภายในตัวคนมาตั้งแต่เกิด
วิญญาณจะละทิ้งร่างกายเดิมเมื่อคนคนนั้นตายลง เพื่อไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ในสวรรค์
นรกหรือสิงอยู่ในสัตว์โลก (แก่นพุทธธรรม 2547:40)
ในปี 1907 ดร.ดูแคน แมคโดกอลล์ (Ducan Macdougall) ได้ตอบคำถามที่น่าสนใจคำถามหนึ่งของมวลมนุษยชาติ นั่นคือ
เราแต่ละคนมีวิญญาณหรือไม่ ??
แมคโดกอลล์ตอบว่า
“มี และหนักประมาณ 21 กรัม !!”
เขาและทีมงานเริ่มเป้าหมายการชั่งน้ำหนักของวิญญาณครั้งแรก เมื่อวิญญาณออกจากร่าง
ต่อมาได้ทำการพิสูจน์การดำรงอยู่ของวิญญาณในที่สุด
พวกเขาสร้างเครื่องชั่งพิเศษเพื่อวัดน้ำหนักคนป่วยที่เสียชีวิต
ทุก ๆ ครั้งที่ทดลองพบว่า น้ำหนักของผู้ที่เสียชีวิตลดลง แมคโดกอลล์กล่าวว่า
“เหมือนมีบางสิ่งหลุดหายไปจากร่างกาย”
เขาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนตายทุกครั้ง
มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ชายที่เสียชีวิตด้วยอารมณ์ซึมเซา เมื่อน้ำหนักหลังการเสียชีวิตไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ผู้ทำการทดลองได้แสดงความผิดหวังและสรุปว่าการทดลองนั้นล้มเหลว แต่ต่อมาเครื่องชั่งกลับแสดงผลออกมาให้เห็น
ซึ่งแมคโดกอลล์เชื่อว่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นดังกล่าว เกิดจาก อารมณ์ของคนตาย ค่อย ๆ
หลุดลอยออกจากร่างไปอย่างช้า ๆ
แต่ละครั้งที่ผู้ป่วยเสียชีวิต
ทีมงานจะทำการวัดและอนุมานน้ำหนัก ซึ่งจะพบว่ามีน้ำหนัก 21 กรัมเสมอ ๆ แต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
แมคโดกอลล์ได้สร้างประเด็นการพูดคุยและมีความขัดแย้งกับแพทย์คนอื่น
ๆที่ยังไม่ยอมรับแนวคิดของเขาอยู่เสมอ เช่น ดร. ออกัสตุส พี. คลาร์ค (Dr.
Augastus P. Clarke) แย้งว่า เมื่อปอดหยุดความเย็นของเลือด อุณหภูมิของร่างกายและเหงื่อที่ผิวหนังจะเพิ่มขึ้น
ซึ่งสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักได้ แมคโดกอลล์โต้กลับว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เพราะการไหลเวียนของเลือดจะหยุดไหล ในขณะที่เสียชีวิต ซึ่งมีผู้สนับสนุนความคิดของแมคโดกอลล์มากมายแต่ต่อมาเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายเช่นกัน
ในที่สุด งานของเขาก็ไม่ได้รับการสนับสนุนและไม่มีข้อสรุปใด ๆ
หลังจากนั้นต่อมานับร้อยปี
ความคิดเรื่องน้ำหนักของวิญญาณได้ก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะ วิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ
ก็ถูกครอบงำด้วยคำที่มีความแตกต่างออกไปคือ กายภาพและอภิปรัชญาที่ว่าด้วยความจริงในธรรมชาติ (Physical
and Metaphysical) ที่มีความพยายามและปรารถนาจะหาความเชื่อมโยงระหว่างกัน
แมคโดกอลล์อาจเป็นเสมือนนักต้มตุ๋น (Charlatan) หรือคนประสาทหลอน
(Simply Delusional) แต่วันหนึ่ง เรื่องอย่างนี้เราจะเข้าใจได้อย่างแน่นอนในอนาคตข้างหน้า
หลายปีมาแล้วจนถึงวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ปราชญ์เปรื่อง จะได้ทำการพิสูจน์เรื่องของวิญญาณที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
ดังที่นักเขียนนามอุโฆษ อาเธอร์ ซี. คลาร์ค (Arthur
C. Clark) พูดไว้ครั้งหนึ่งว่า
“ความลึกลับเป็นเพียงวิทยาศาสตร์ที่เรายังไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้เท่านั้น”
....................................................................................................................................................
หมายเหตุ: ภาพประกอบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องที่นำเสนอ ผู้แปลมีความศรัทธาในพระอริยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามแก่นพุทธธรรมเท่านั้น




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น