วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ยาผีบอก (A Prescription For Soul)




                ที่ศูนย์รักษาคนไข้ Mercy Medical Center ในแคลิฟอร์เนีย ในทีมมีหมอคนใหม่เข้ามาร่วมงาน ชื่อว่า วา เม็ง ลี (Va Meng Lee) ความพิเศษของเขาคือ เขารักษาคนไข้โดยไม่ใช้ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่สูงด้วยเทคโนโลยี แต่ใช้จิตวิญญาณ ลีไม่ใช่หมอยาแต่เป็นหมอผี (Shaman) พิธีกรรมของเขากลับช่วยรักษาชีวิตของคนไข้ไว้ได้
                เขารักษาอย่างไร อรันและแดน (Aaron and Dan) จะเล่าให้ฟัง โปรดติดตาม !!!
              .....................................................................................................................................

                วา เม็ง ลี เป็นหมอผีที่รักษาคนด้วยจิตวิญญาณพร้อมกับการรักษาดวงวิญญาณของคนไข้ ปกติการรักษาคนไข้ หมอจะใช้การวินิจฉัยเพียงเล็กน้อยตามวิธีการการรักษาแบบตะวันตก แต่วิธีการของลีจะทำการรักษาคู่ขนานไปกับการรักษาของแพทย์ในโรงพยาบาลด้วย
                ลี เป็นหมอผีที่ทำงานที่ Mercy Medicine Center ในเมอร์เซด คาลิฟอร์เนีย โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลรุ่นแรก ๆ ที่ยอมรับเอาการรักษาแบบดั้งเดิมนี้มาใช้รักษาคนไข้
                ลีกล่าวว่า หมอสมัยใหม่นั้นรักษาโรคได้ดีอยู่แล้ว แต่หมอผีรับผิดชอบด้านวิญญาณ คล้าย ๆ 
กับวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ในหลายท้องที่ เช่น ชาวม้ง (Hmong) เชื่อว่า ดวงวิญญาณของคนนั้นสูญหายหรือถูกขโมยไปได้ บทบาทของลีคือ ปกป้องวิญญาณของคนป่วย ด้วยพิธีกรรมแบบประเพณีดั้งเดิม


                การรักษาแบบสมัยใหม่หลาย ๆ วิธีเป็นของต้องห้ามในกลุ่มชาวม้ง หมอผีจึงเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลได้ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจกับการรักษาแบบตะวันตก ดร. จอห์น เพค-เทสช์ (Dr. John Paik-Tesch) กล่าวว่า ได้มีการรักษาแบบคู่ขนานกันไปทั้งสองวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนม้ง
                แรก ๆ นั้นเต็มไปด้วยข้อกังขา แต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลังผู้นำกลุ่มม้งเข้ารับการรักษาโรคเนื้อเยื่อลำไส้ตาย (Gangrenous Bowel) ที่โรงพยาบาล ซึ่งบรรดาแพทย์ต่างอนุญาตให้หมอผีทำพิธีแบบก้อมแกล้ม ไม่สู้จะเต็มใจเท่าใดนัก แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างปาฏิหาริย์
                อำนาจการรักษาแบบหมอผี ไม่เป็นที่ยอมรับไปเสียทั้งหมด บางคนเชื่อในบางสิ่งด้วยความจริงใจ แต่หลาย ๆ คนก็ไม่ยอมรับ เหมือนเป็นผลสะท้อนของการใช้ยาหลอก ( Placebo effect) คือ การที่ผู้ป่วยสามารถถูกกระตุ้นให้หายหรืออาการดีขึ้นได้ จากการเชื่อว่าพวกเขากำลังได้รับการรักษา หรือในทางตรงกันข้าม หลายๆ คนไม่คิดว่า วิธีการของหมอผีจะรักษาคนไข้ได้จริง ๆ


                พวกเขาเชื่อว่า คนป่วยยอมรับการรักษาง่าย ๆ เพราะมีความเชื่อว่าจะรักษาให้หายได้ในทางวิทยาศาสตร์ยาหลอก เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่วิธีการนี้ อาจไม่ต้องใช้ความสมเหตุสมผล (Make Sense) ใด ๆ โดยอ้างอิงงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ยาหลอกไม่เพียงแค่เป็นจิตวิทยา
                นักวิจัยยาหลอกสองคนคือ  เทด แคปต์ชุคและ แคทธริน ฮอลล์ (Ted Kaptchuk and Kathryn 
Hallได้พบหลักฐานการทำงานของยาหลอก ในระดับโมเลกุลว่า มันทำงานอย่างไร อัตราความสำเร็จในการทำงานของยาหลอกเกิดขึ้นในบางเงื่อนไข กล่าวคือ มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของเอ็นไซม์ด้วย เอ็นไซม์ของคนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรม วิธีการนี้ การรักษาบางคนจึงอาจขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การค้นพบเหล่านี้บอกเป็นนัยว่า การรักษามิอาจใช้ได้กับทุก ๆ คน
                ตามคำกล่าวอ้างของแคปต์ชุค พิธีกรรมแบบยาหลอกอาจส่งผลกระทบมาก  โดยเขาเชื่อว่า พิธีกรรมสามารถโน้มน้าวจิตใจและจิตใจจะมีผลต่อร่างกายอีกต่อหนึ่ง แม้ว่า หมอผีอย่างลี จะได้รับอิทธิพลจากผลกระทบของ การใช้ยาหลอกตามพิธีกรรมของเขา หรือจริง ๆ แล้ว แม้ว่า เขาจะทำพิธีเพื่อร้องขอการรักษาจิตวิญญาณก็ตามที

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเมตตากรุณาของบรรดาหมอผี อาจให้อะไรมากกว่าการสร้างความไว้วางใจก็ได้ !!!

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

น้ำหนักของวิญญาณ (The Weight of A Soul)




                                                Aaron and Dan, Deep English: Learn English with Stories
                                                                                          สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


              ศาสนาส่วนใหญ่เชื่อและสอนให้เชื่อว่าดวงวิญญาณ เป็นสิ่งที่สิงอยู่ในตัวคนในส่วนที่ไม่ใช่ร่างกาย ดวงวิญญาณหรือวิญญาณในลักษณะนี้เป็นอสสาร สถิตอยู่ภายในตัวคนมาตั้งแต่เกิด วิญญาณจะละทิ้งร่างกายเดิมเมื่อคนคนนั้นตายลง เพื่อไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ในสวรรค์ นรกหรือสิงอยู่ในสัตว์โลก (แก่นพุทธธรรม 2547:40)




            ในปี 1907 ดร.ดูแคน แมคโดกอลล์ (Ducan Macdougall) ได้ตอบคำถามที่น่าสนใจคำถามหนึ่งของมวลมนุษยชาติ นั่นคือ เราแต่ละคนมีวิญญาณหรือไม่ ??
            แมคโดกอลล์ตอบว่า “มี และหนักประมาณ 21 กรัม !!”


            เขาและทีมงานเริ่มเป้าหมายการชั่งน้ำหนักของวิญญาณครั้งแรก เมื่อวิญญาณออกจากร่าง ต่อมาได้ทำการพิสูจน์การดำรงอยู่ของวิญญาณในที่สุด
            พวกเขาสร้างเครื่องชั่งพิเศษเพื่อวัดน้ำหนักคนป่วยที่เสียชีวิต ทุก ๆ ครั้งที่ทดลองพบว่า น้ำหนักของผู้ที่เสียชีวิตลดลง แมคโดกอลล์กล่าวว่า “เหมือนมีบางสิ่งหลุดหายไปจากร่างกาย
            เขาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนตายทุกครั้ง มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ชายที่เสียชีวิตด้วยอารมณ์ซึมเซา เมื่อน้ำหนักหลังการเสียชีวิตไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ผู้ทำการทดลองได้แสดงความผิดหวังและสรุปว่าการทดลองนั้นล้มเหลว แต่ต่อมาเครื่องชั่งกลับแสดงผลออกมาให้เห็น ซึ่งแมคโดกอลล์เชื่อว่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นดังกล่าว เกิดจาก อารมณ์ของคนตาย ค่อย ๆ หลุดลอยออกจากร่างไปอย่างช้า ๆ
            แต่ละครั้งที่ผู้ป่วยเสียชีวิต  ทีมงานจะทำการวัดและอนุมานน้ำหนัก ซึ่งจะพบว่ามีน้ำหนัก 21 กรัมเสมอ ๆ แต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้


            แมคโดกอลล์ได้สร้างประเด็นการพูดคุยและมีความขัดแย้งกับแพทย์คนอื่น ๆที่ยังไม่ยอมรับแนวคิดของเขาอยู่เสมอ เช่น  ดร. ออกัสตุส พี. คลาร์ค (Dr. Augastus P. Clarke) แย้งว่า เมื่อปอดหยุดความเย็นของเลือด อุณหภูมิของร่างกายและเหงื่อที่ผิวหนังจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักได้ แมคโดกอลล์โต้กลับว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เพราะการไหลเวียนของเลือดจะหยุดไหล ในขณะที่เสียชีวิต ซึ่งมีผู้สนับสนุนความคิดของแมคโดกอลล์มากมายแต่ต่อมาเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายเช่นกัน ในที่สุด งานของเขาก็ไม่ได้รับการสนับสนุนและไม่มีข้อสรุปใด ๆ
            หลังจากนั้นต่อมานับร้อยปี ความคิดเรื่องน้ำหนักของวิญญาณได้ก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะ วิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ ก็ถูกครอบงำด้วยคำที่มีความแตกต่างออกไปคือ กายภาพและอภิปรัชญาที่ว่าด้วยความจริงในธรรมชาติ (Physical and Metaphysical) ที่มีความพยายามและปรารถนาจะหาความเชื่อมโยงระหว่างกัน


            แมคโดกอลล์อาจเป็นเสมือนนักต้มตุ๋น (Charlatan) หรือคนประสาทหลอน (Simply Delusional) แต่วันหนึ่ง เรื่องอย่างนี้เราจะเข้าใจได้อย่างแน่นอนในอนาคตข้างหน้า  หลายปีมาแล้วจนถึงวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ปราชญ์เปรื่อง จะได้ทำการพิสูจน์เรื่องของวิญญาณที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
 ดังที่นักเขียนนามอุโฆษ อาเธอร์ ซี. คลาร์ค (Arthur C. Clark) พูดไว้ครั้งหนึ่งว่า
“ความลึกลับเป็นเพียงวิทยาศาสตร์ที่เรายังไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้เท่านั้น”

....................................................................................................................................................
หมายเหตุ: ภาพประกอบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องที่นำเสนอ ผู้แปลมีความศรัทธาในพระอริยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามแก่นพุทธธรรมเท่านั้น