ที่ศูนย์รักษาคนไข้
Mercy
Medical Center ในแคลิฟอร์เนีย ในทีมมีหมอคนใหม่เข้ามาร่วมงาน ชื่อว่า วา เม็ง
ลี (Va Meng Lee) ความพิเศษของเขาคือ เขารักษาคนไข้โดยไม่ใช้ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่สูงด้วยเทคโนโลยี แต่ใช้จิตวิญญาณ ลีไม่ใช่หมอยาแต่เป็นหมอผี
(Shaman) พิธีกรรมของเขากลับช่วยรักษาชีวิตของคนไข้ไว้ได้
เขารักษาอย่างไร
อรันและแดน (Aaron and Dan) จะเล่าให้ฟัง โปรดติดตาม !!!
.....................................................................................................................................
วา เม็ง ลี เป็นหมอผีที่รักษาคนด้วยจิตวิญญาณพร้อมกับการรักษาดวงวิญญาณของคนไข้
ปกติการรักษาคนไข้ หมอจะใช้การวินิจฉัยเพียงเล็กน้อยตามวิธีการการรักษาแบบตะวันตก แต่วิธีการของลีจะทำการรักษาคู่ขนานไปกับการรักษาของแพทย์ในโรงพยาบาลด้วย
ลี
เป็นหมอผีที่ทำงานที่ Mercy Medicine Center ในเมอร์เซด
คาลิฟอร์เนีย โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลรุ่นแรก ๆ
ที่ยอมรับเอาการรักษาแบบดั้งเดิมนี้มาใช้รักษาคนไข้
ลีกล่าวว่า
หมอสมัยใหม่นั้นรักษาโรคได้ดีอยู่แล้ว แต่หมอผีรับผิดชอบด้านวิญญาณ คล้าย ๆ
กับวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ในหลายท้องที่ เช่น
ชาวม้ง (Hmong) เชื่อว่า ดวงวิญญาณของคนนั้นสูญหายหรือถูกขโมยไปได้ บทบาทของลีคือ ปกป้องวิญญาณของคนป่วย ด้วยพิธีกรรมแบบประเพณีดั้งเดิม
การรักษาแบบสมัยใหม่หลาย
ๆ วิธีเป็นของต้องห้ามในกลุ่มชาวม้ง หมอผีจึงเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลได้ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจกับการรักษาแบบตะวันตก
ดร. จอห์น เพค-เทสช์ (Dr. John Paik-Tesch) กล่าวว่า
ได้มีการรักษาแบบคู่ขนานกันไปทั้งสองวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนม้ง
แรก
ๆ นั้นเต็มไปด้วยข้อกังขา แต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลังผู้นำกลุ่มม้งเข้ารับการรักษาโรคเนื้อเยื่อลำไส้ตาย
(Gangrenous Bowel) ที่โรงพยาบาล ซึ่งบรรดาแพทย์ต่างอนุญาตให้หมอผีทำพิธีแบบก้อมแกล้ม ไม่สู้จะเต็มใจเท่าใดนัก แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างปาฏิหาริย์
อำนาจการรักษาแบบหมอผี
ไม่เป็นที่ยอมรับไปเสียทั้งหมด บางคนเชื่อในบางสิ่งด้วยความจริงใจ แต่หลาย ๆ คนก็ไม่ยอมรับ เหมือนเป็นผลสะท้อนของการใช้ยาหลอก
( Placebo
effect) คือ การที่ผู้ป่วยสามารถถูกกระตุ้นให้หายหรืออาการดีขึ้นได้ จากการเชื่อว่าพวกเขากำลังได้รับการรักษา
หรือในทางตรงกันข้าม หลายๆ คนไม่คิดว่า วิธีการของหมอผีจะรักษาคนไข้ได้จริง
ๆ
พวกเขาเชื่อว่า
คนป่วยยอมรับการรักษาง่าย ๆ เพราะมีความเชื่อว่าจะรักษาให้หายได้ในทางวิทยาศาสตร์ยาหลอก เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่วิธีการนี้
อาจไม่ต้องใช้ความสมเหตุสมผล (Make Sense) ใด ๆ โดยอ้างอิงงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ยาหลอกไม่เพียงแค่เป็นจิตวิทยา
นักวิจัยยาหลอกสองคนคือ
เทด แคปต์ชุคและ
แคทธริน ฮอลล์ (Ted Kaptchuk and Kathryn
Hall) ได้พบหลักฐานการทำงานของยาหลอก ในระดับโมเลกุลว่า
มันทำงานอย่างไร อัตราความสำเร็จในการทำงานของยาหลอกเกิดขึ้นในบางเงื่อนไข กล่าวคือ
มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของเอ็นไซม์ด้วย เอ็นไซม์ของคนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรม วิธีการนี้ การรักษาบางคนจึงอาจขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การค้นพบเหล่านี้บอกเป็นนัยว่า
การรักษามิอาจใช้ได้กับทุก ๆ คน
ตามคำกล่าวอ้างของแคปต์ชุค
พิธีกรรมแบบยาหลอกอาจส่งผลกระทบมาก โดยเขาเชื่อว่า พิธีกรรมสามารถโน้มน้าวจิตใจและจิตใจจะมีผลต่อร่างกายอีกต่อหนึ่ง
แม้ว่า หมอผีอย่างลี จะได้รับอิทธิพลจากผลกระทบของ การใช้ยาหลอกตามพิธีกรรมของเขา หรือจริง ๆ แล้ว แม้ว่า เขาจะทำพิธีเพื่อร้องขอการรักษาจิตวิญญาณก็ตามที
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเมตตากรุณาของบรรดาหมอผี อาจให้อะไรมากกว่าการสร้างความไว้วางใจก็ได้ !!!



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น